กองทุนเปิดเค อินเดีย หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ

K India Equity RMF

รหัสกองทุน: K-INDIARMF
บริษัทจัดการ: ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
ระดับความเสี่ยง: 6
ประเภทกองทุน:
มูลค่าหน่วยลงทุน (NAV)
9.1484 บาท
ณ วันที่ 19 พ.ค. 2569
Fund Size: 392,302,423.84 บาท
YTD Return: -12.01%

ผลการดำเนินงาน

ช่วงเวลา 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน YTD 1 ปี 3 ปี 5 ปี SI
ผลตอบแทน -0.37% -5.68% -8.66% -15.16% -12.01% -16.62% - - -3.99%
ความผันผวนกองทุน - - - - - +14.34% - - -
Maximum Drawdown - - - - - -22.83% - - -

นโยบายการลงทุน

  • กองทุนมีนโยบายที่จะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ โดยจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.) (กองทุนหลัก) และมี net exposure ในกองทุนหลักดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศอินเดีย หรือมีกำไรหรือรายได้หลักจากประเทศอินเดีย

    กองทุนหลักดังกล่าวเป็นกองทุนในกลุ่ม Goldman Sachs Funds SICAV ที่จดทะเบียนในประเทศลักเซมเบิร์ก และบริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management B.V. รวมถึงเป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Commission de Surveillance du Secteur Financier (CSSF) ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นสมาชิกสามัญของ International Organization of Securities Commissions (IOSCO)

    กองทุน Goldman Sachs India Equity Portfolio (กองทุนหลัก) แบ่งหน่วยลงทุนที่เสนอขายออกเป็น Share Class ซึ่งจะแตกต่างกันที่รายละเอียดต่างๆ เช่น มูลค่าขั้นต่ำของการสั่งซื้อและมูลค่าคงเหลือขั้นต่ำ โครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียม สกุลเงิน นโยบายการจัดสรรกำไรและผลตอบแทน คุณสมบัติของผู้ลงทุน หรือลักษณะอื่นๆ ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนใน Class I Shares (Acc.) ซึ่งเป็น Share Class ชนิดสะสมมูลค่า สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน และซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยบริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลง Share Class รวมทั้งสกุลเงินที่ลงทุน โดยคำนึงถึงและรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญและไม่ถือว่าเป็นการดำเนินงานที่ผิดไปจากรายละเอียดโครงการ โดยถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว และบริษัทจัดการจะประกาศให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ

    สำหรับการลงทุนส่วนที่เหลือ กองทุนอาจลงทุนในตราสารทุน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารหนี้ เงินฝาก หน่วย CIS หน่วย property หน่วย infra หน่วย private equity สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) ตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) รวมทั้งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นใดทั้งในและต่างประเทศตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน

    สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กองทุนจะเข้าเป็นคู่สัญญา จะมีสินทรัพย์อ้างอิงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ ทรัพย์สินที่กองทุนสามารถลงทุนได้ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงิน เครดิต ทองคำ หรือน้ำมันดิบ หากราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนมากหรือทิศทางการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ หรือคู่สัญญาที่ทำธุรกรรมไม่สามารถชำระภาระผูกพันได้ตามกำหนดเวลา อาจทำให้กองทุนขาดทุนจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงได้ ทั้งนี้ บริษัทจัดการอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนการลงทุนหรือการเข้าทำธุรกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม บริษัทจัดการจะวิเคราะห์และติดตามปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์อ้างอิง รวมถึงพิจารณาความน่าเชื่อถือของคู่สัญญาก่อนทำธุรกรรมและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนจะเน้นทำธุรกรรมกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade)

    กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non – Investment Grade) และหรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) รวมทั้งหลักทรัพย์ที่มิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities) ทั้งในและต่างประเทศได้

    บริษัทจัดการจะส่งคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนหลักไปที่ประเทศลักเซมเบิร์ก ทั้งนี้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะส่งคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนหลักในประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศลักเซมเบิร์ก โดยถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ซึ่งบริษัทจัดการจะคำนึงถึงประโยชน์ของกองทุนเป็นสำคัญ 

    ในกรณีที่บริษัทจัดการพิจารณาเห็นว่าการลงทุนในกองทุน Goldman Sachs India Equity Portfolio (กองทุนหลัก) ไม่เหมาะสมอีกต่อไป อาทิ
    1) กรณีที่ผลตอบแทนของกองทุนหลักต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนอื่นๆ ที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือ
    2) ขนาดของกองทุนหลักลดต่ำลงมากอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจมีผลกระทบต่อการลงทุนหรือต่อค่าใช้จ่ายหรือส่งผลให้กองทุนมีสัดส่วนการถือครองหน่วยลงทุนในกองทุนหลักเกินกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด หรือ
    3) การลงทุนของกองทุนหลักไม่เป็นไปตามหนังสือชี้ชวนหรือโครงการ หรือ
    4) กองทุนหลักมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์หรือนโยบายการลงทุนจนเป็นเหตุให้ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุน หรือ
    5) กรณีที่เกิดเหตุการณ์ใดที่ส่งผลให้กองทุนหลักมีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนด หรือ
    6) เมื่อกองทุนหลักกระทำความผิดร้ายแรงตามความเห็นของหน่วยงานที่กำกับดูแลกองทุนหลัก หรือ
    7) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกองทุนในฐานะผู้ลงทุน หรือ
    8) กองทุนหลักเลิกกองทุน หรือ
    9) กรณีที่บริษัทจัดการพิจารณาเห็นว่ากลยุทธ์หรือนโยบายการลงทุนของกองทุนหลักไม่เหมาะสมกับสภาวะตลาดหรือการย้ายไปลงทุนในกองทุนอื่นที่มีลักษณะหรือนโยบายการลงทุนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุน จะเป็นประโยชน์ต่อกองทุนและหรือผู้ถือหน่วยลงทุน 

    เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น บริษัทจัดการจะดำเนินการพิจารณาคัดเลือกและลงทุนในกองทุนหลักใหม่ที่มีลักษณะหรือนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุนและในการโอนย้ายกองทุนดังกล่าว บริษัทจัดการอาจดำเนินการในครั้งเดียวหรือทยอยโอนย้ายเงินลงทุน ซึ่งอาจส่งผลให้ช่วงเวลาดังกล่าว กองทุนอาจมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศมากกว่า 1 กองทุน อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีใดๆ ที่ทำให้บริษัทจัดการไม่สามารถดำเนินการคัดเลือกกองทุนหลักใหม่แทนกองทุนหลักเดิมได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะดำเนินการเลิกกองทุน โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวมเป็นสำคัญ ซึ่งการเปลี่ยนกองทุนหลักหรือเลิกกองทุนดังกล่าวถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว

    บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือเป็นกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสารทุนต่างประเทศได้ หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk profile) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด โดยเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยบริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนดังกล่าว โดยประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ

    ลักษณะสำคัญของกองทุน Goldman Sachs India Equity Portfolio Class I Shares (Acc.) : 

    ชื่อกองทุนหลักGoldman Sachs India Equity Portfolio
    Share ClassClass I Shares (Acc.)
    วันจัดตั้งกองทุนหลัก26 มีนาคม 2551
    วันจัดตั้ง  Share Class26 มีนาคม 2551
    ประเภทกองทุนกองทุนตราสารทุน
    สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)
    นโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่มี
    บริษัทจัดการGoldman Sachs Asset Management B.V.
    ที่ปรึกษาการลงทุน  (Investment Adviser)Goldman Sachs Asset Management International
    ผู้เก็บรักษาทรัพย์สินและผู้ปฏิบัติการงานกองทุน  
    (Depositary and Administrator)
    State Street Bank International GmbH, Luxembourg Branch
    นายทะเบียน  (Registrar)CACEIS Investor Services Bank S.A.
    ผู้สอบบัญชี  (Auditor)PricewaterhouseCoopers, Soci?t? Coop?rative
    ISINLU0333811072
    Bloomberg TickerGSINDAI:LX
    ดัชนีชี้วัดดัชนี MSCI India IMI, Net returns, Unhedged, USD
    วันทำการซื้อขายทุกวันทำการซื้อขาย
    Websitehttps://www.gsam.com/content/gsam/uk/en/advisers/homepage.html


    วัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุนหลัก :
    กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนในระยะยาวจากการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทในประเทศอินเดีย โดยมีการบริหารการลงทุนเชิงรุก (active management) และใช้ดัชนี MSCI India IMI, Net returns, Unhedged, USD (ดัชนีชี้วัด) ในการกำหนดระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ซึ่งอาจกำหนดเป็นค่าที่เบี่ยงเบนจากดัชนีชี้วัด

    การกำหนดองค์ประกอบของสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนจะเป็นไปตามดุลยพินิจของที่ปรึกษาการลงทุน โดยจะลงทุนในสินทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีชี้วัด อย่างไรก็ตาม กองทุนหลักสามารถลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวในสัดส่วนที่แตกต่างจากดัชนีชี้วัด และสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ใช่องค์ประกอบของดัชนีชี้วัดได้  ดังนั้นผลตอบแทนของกองทุนหลักอาจแตกต่างจากผลตอบแทนของดัชนีชี้วัดอย่างมีนัยสำคัญ

    นโยบายการลงทุนของกองทุนหลัก :
    ในภาวะปกติ กองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ในตราสารทุน และหรือตราสารและกองทุนที่มีความเกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัทที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศอินเดีย หรือมีกำไรหรือรายได้หลักจากประเทศอินเดีย โดยตราสารทุนและตราสารที่มีความเกี่ยวข้องกับตราสารทุนนั้น อาจรวมถึงหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ สัญญาวอร์แรนท์ และสิทธิ์อื่นๆ ในการได้มาซึ่งหุ้น ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ประเภท American depositary receipts (ADRs) European depositary receipts (EDRs) และ Global depositary receipts (GDRs)

    กองทุนหลักให้การสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมและหรือสังคม ถึงแม้จะไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนอย่างยั่งยืน แต่กองทุนหลักจะมีการลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 10 ในการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยที่ปรึกษาการลงทุนจะใช้วิธีการหลากหลายรูปแบบในการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) ซึ่งอาจประกอบด้วยการคัดกรองโดยเลือกที่จะไม่ลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงลบและการพิจารณาปัจจัย ESG ร่วมกับปัจจัยอื่นในการตัดสินใจลงทุน

    โดยกองทุนหลักจะลงทุนตรงในตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือซื้อขายในระบบของ Organized market ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

    กองทุนหลักอาจลงทุนได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ในตราสารทุนและหรือตราสารที่มีความเกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัทอื่นๆ และตราสารและกองทุนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตราสารทุน

    กองทุนหลักอาจลงทุนไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในกองทุนที่มีการลงทุนสอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดของกองทุนหลัก ทั้งนี้กองทุนหลักจะไม่ลงทุนในกองทุนที่มีการเพิ่มฐานะการลงทุนในสินทรัพย์ให้มีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าทรัพย์สินของกองทุน (leverage) เนื่องจากอาจทำให้ขาดทุนเกินกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนดังกล่าวได้

    นอกจากนี้ กองทุนหลักอาจมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุน ซึ่งอาจรวมถึงแต่ไม่ได้จำกัดเพียงการลงทุนในสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า สัญญาฟิวเจอร์และสัญญาออปชั่นที่อ้างอิงกับตราสารทุนและตลาดตราสารทุน และสัญญาสวอป ซึ่งรวมถึง Equity Swaps และ Total Return Swaps

    กองทุนหลักอาจถือครองเงินฝาก เช่น บัญชีกระแสรายวัน โดยในสภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยเป็นพิเศษ กองทุนหลักอาจถือครองเงินฝากมากกว่าร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเป็นการชั่วคราวได้ นอกจากนี้ กองทุนหลักอาจลงทุนในตราสารเทียบเท่าเงินสด อาทิ เงินฝาก ตราสารตลาดเงิน และกองทุนตลาดเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารเงินสด และในกรณีที่เกิดสภาวะที่ไม่ปกติ ตามที่ที่ปรึกษาการลงทุนพิจารณาว่าจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุน
     
    ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนหลัก :

    • ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน (Entry Charge): ไม่มี
    • ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (Exit Charge): ไม่มี
    • ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee): สูงสุดไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยปัจจุบันเรียกเก็บร้อยละ 0.85 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
    • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ร้อยละ 0.17 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
    • ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เรียกเก็บจากกองทุน: สูงสุดไม่เกินร้อยละ 1.31 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยปัจจุบันเรียกเก็บร้อยละ 1.02 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 

    (ข้อมูลจาก Factsheet ของกองทุนหลัก ประจำเดือนธันวาคม 2566)

    ในกรณีที่กองทุนต่างประเทศคืนเงินค่าธรรมเนียมการจัดการบางส่วนเพื่อเป็นค่าตอบแทนเนื่องจากการที่กองทุนนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ (loyalty fee หรือ rebate) บริษัทจัดการจะดำเนินการให้เงินจำนวนดังกล่าวตกเป็นทรัพย์สินของกองทุน

    ความเสี่ยงของกองทุนหลัก :
    1. ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk)
    มูลค่าของสินทรัพย์ที่กองทุนหลักลงทุนถูกกำหนดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งรวมไปถึงระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อตลาดที่สินทรัพย์นั้นมีการซื้อขาย

    2. ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)
    กองทุนหลักอาจเกิดความเสียงหายจากความผิดพลาดของบุคคล ระบบและ/หรือกระบวนการที่ล้มเหลว และระเบียบการหรือการควบคุมที่ไม่เพียงพอ

    3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk)
    กองทุนหลักอาจไม่สามารถหาผู้ซื้อสินทรัพย์เมื่อกองทุนหลักต้องการจะขายได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระค่าขายคืนหน่วยลงทุน

    4. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk)
    การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจทำให้ผลตอบแทนของกองทุนหลักลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากที่ผู้ลงทุนคาดหวังได้ การป้องกันความเสี่ยงอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในด้านอื่นๆ เช่น ความเสี่ยงจากการใช้ตราสารอนุพันธ์

    5. ความเสี่ยงจากผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian risk)
    การล้มละลาย การละเมิดหน้าที่การดูแล หรือการประพฤติมิชอบของผู้รับฝากทรัพย์สินซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการเก็บรักษาทรัพย์สินต่างๆ ของกองทุนหลัก อาจทำให้กองทุนหลักขาดทุนได้

    6. ความเสี่ยงจากตราสารอนุพันธ์ (Derivatives Risk)
    ตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารที่มีความอ่อนไหวอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าสินทรัพย์อ้างอิง โดยการลงทุนในตราสารอนุพันธ์บางประเภทอาจทำให้ขาดทุนมากกว่าจำนวนเงินลงทุนได้

    7. ความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk)
    คู่สัญญาของกองทุนหลักอาจไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันในสัญญาได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกองทุนหลัก

    8. ความเสี่ยงจากการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Risk)
    การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่มากขึ้น เนื่องจากมีสภาพคล่องที่น้อยกว่าและอาจขาดโครงสร้าง การป้องกัน และความมั่นคง ด้านการเงิน กฎหมาย สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ รวมถึงความไม่แน่นอนทางด้านภาษี

    9. ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (Sustainability Risk)
    เหตุการณ์หรือสภาวะด้านสิ่งแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาล อาจทำให้มูลค่าของกองทุนหลักลดลงได้ ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนยังรวมถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน แนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ไม่เหมาะสม การขาดความหลากหลายของผู้บริหาร และการทุจริต

    การสรุปสาระสำคัญในส่วนของกองทุน Goldman Sachs India Equity Portfolio (กองทุนหลัก) ได้ถูกคัดเลือกมาเฉพาะส่วนที่สำคัญและจัดแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกับฉบับภาษาอังกฤษให้ถือตามต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ หากกองทุนหลักมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลข้างต้นใดๆ ซึ่งบริษัทจัดการเห็นว่าไม่มีนัยสำคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับกองทุนหลัก

Top 5 Holdings

Goldman Sachs Asset Management B.V.
100.73%
TMBThanachart Bank Pcl.
2.76%
Kasikorn Bank Pcl.
0.56%
JP Morgan Chase Bank, N.A.
0.13%

สัดส่วนการลงทุน

หน่วยลงทุน
100.73%
เงินฝาก/ตราสารเทียบเท่า
3.45%
สินทรัพย์อื่น ๆ / หนี้สินอื่น ๆ
-1.19%
ตราสารอนุพันธ์
-2.99%

ค่าธรรมเนียม

ค่าธรรมเนียมการขาย
-
สูงสุดไม่เกิน: -
ค่าธรรมเนียมการจัดการ
+1.60%
สูงสุดไม่เกิน: +3.21%
ค่าธรรมเนียมผู้ดูแล
-
สูงสุดไม่เกิน: +0.27%
ค่าใช้จ่ายอื่น
-
สูงสุดไม่เกิน: +1.07%

รายละเอียดการซื้อขาย

เวลาตัดรอบการซื้อ: 15:30
เวลาตัดรอบการขาย: 15:30
วันชำระเงิน: 4 วัน
การจ่ายเงินปันผล: ไม่จ่ายเงินปันผล
มูลค่าขั้นต่ำการซื้อครั้งแรก: 500.00 บาท
มูลค่าขั้นต่ำการซื้อครั้งถัดไป: 500.00 บาท

เอกสารเพิ่มเติม

ดาวน์โหลด Fund Factsheet

ข้อมูล ณ วันที่ 21 พ.ค. 2569

หมายเหตุ

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • ข้อมูลการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนนี้ ได้จัดทำตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน
  • ข้อมูล % ต่อปี สำหรับผลการดำเนินงานที่แสดงในช่วงเวลาตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป

Yuanta Securities (Thailand)

เลขที่ 127 อาคารเกษร ทาวเวอร์ ชั้น 14-16 ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จังหวัดกรุงเทพฯ 10330

Tel: 0-2009-8000 Fax: 02-009-8889 Email: online@yuanta.co.th